NORMSTrading Platform
← สารบัญหนังสือ

6.3 — Cointegration & Pairs Trading
คู่ที่ผูกกันและการเทรดสวนกัน

ภาค 6 · Time Series & Modeling · อ่าน ~12 นาที · ไอเดียที่กองทุน Hedge Fund ใช้จริง — พร้อมบทเรียนจาก LTCM ที่ล้มละลาย
สองอย่างที่ "เดินไปด้วยกัน" กับสองอย่างที่ "ผูกกัน" — ฟังดูเหมือนกัน แต่ต่างกันคนละโลก
Correlation คือเดินไปด้วยกัน · Cointegration คือผูกกัน ห่างแล้วต้องกลับมา · เทรดเดอร์ที่สับสนสองอย่างนี้ขาดทุนหนักมาแล้วนับไม่ถ้วน

1. Correlation กับ Cointegration — ต่างกันยังไง

นี่คือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดในบทนี้ ขอยกตัวอย่างสองแบบ:

อุปมาที่ 1 — สองคนเดินบนถนนเดียวกัน (Correlation)

สมมติมีนักเรียนสองคนเดินไปโรงเรียนทุกเช้า · ทั้งคู่ออกจากบ้านแปดโมง เดินทางเดียวกัน — บางวันคุยกัน บางวันไม่ · แต่ไม่มีข้อผูกมัดว่าถ้าคนหนึ่งเดินเร็วขึ้น อีกคนต้องตามหรือกลับมา · วันหนึ่งคนแรกย้ายบ้าน เส้นทางต่างกัน ก็เดินแยกกันไปเลย

นั่นคือ correlation — เดินไปพร้อมกัน แต่ไม่มีแรงดึงกลับมาหากันถ้าห่าง

อุปมาที่ 2 — คนเมากับสุนัข (Cointegration)

คลาสสิกที่สุดในวิชา econometrics — นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ Murray ยกตัวอย่างว่า: คนเมากับสุนัขแสนรู้ออกเดินเล่นด้วยกัน คนเมาเดินซิกแซก สุนัขก็วิ่งเล่นโน่นนี่ · แต่ถ้าสุนัขไปไกลเกิน โซ่จะดึงกลับมา — ทั้งคู่ยังวนอยู่รอบกัน

นั่นคือ cointegration — ห่างกันได้ชั่วคราว แต่มีแรงดึงระยะยาวที่พาทั้งคู่กลับมาหากัน

💡 นิยามกันง่ายๆ:
Correlation = "เดินไปพร้อมกัน" (อาจเป็นแค่ spurious coincidence)
Cointegration = "ผูกกันในระยะยาว" (มีแรงดึงกลับถ้าห่าง) ← ใช้เทรดได้จริง

ความสำคัญ: ราคาหุ้น/สินทรัพย์สองตัวต่างก็ non-stationary · แต่ถ้า cointegrated — ส่วนต่าง (spread) ระหว่างทั้งคู่จะ stationary · นั่นคือ spread มีบ้าน มีค่าเฉลี่ยที่ต้องกลับมา

2. ทำไม Correlation ไม่พอ — กับดักที่เจ็บจริง

สมมติดูหุ้นสองตัว แล้วเจอว่า correlation 90% ตลอด 3 ปี — น่าตื่นเต้นมาก · แต่ correlation ไม่ได้บอกว่า:

• ถ้าตัวหนึ่งขึ้นแล้วอีกตัวไม่ขึ้น — อีกตัวจะ "กลับมา" ไหม หรือห่างกันไปเรื่อยๆ?
• ความสัมพันธ์นั้นจะยังอยู่พรุ่งนี้ไหม หรือแตกได้เมื่อไหร่ก็ได้?
• มีกลไกอะไรบังคับให้ทั้งคู่อยู่ใกล้กัน หรือเป็นแค่โชค?

Cointegration ตอบสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด · มันบอกว่ามีกลไกเชิงโครงสร้าง (ไม่ใช่โชค) ที่ดึงทั้งคู่ให้อยู่ใกล้กัน และถ้าห่างออกไปจะมีแรงดึงกลับ
⚠️ ตัวอย่าง spurious correlation ที่โด่งดัง: ยอดขายไอศครีม correlation กับอัตราจมน้ำเสียชีวิต — ทั้งคู่ขึ้นในฤดูร้อน · แต่ไม่มีใครบอกว่า "ขายไอศครีมน้อยลงเพื่อลดคนจมน้ำ" เพราะรู้ว่ามันไม่ได้ผูกกัน · ตลาดการเงินก็เต็มไปด้วย spurious correlation แบบนี้

3. Cointegration ทำงานยังไง — ทดสอบได้จริง

quant ทดสอบ cointegration ด้วยขั้นตอนนี้:

ขั้นที่ 1: หาคู่สินทรัพย์ที่น่าจะ cointegrated ตัวอย่าง: ทอง vs เงิน · Brent vs WTI · หุ้นสองตัวในอุตสาหกรรมเดียวกัน (ดูกลไกก่อน — มีเหตุผลพื้นฐานไหมที่ทั้งคู่ต้องผูกกัน?) ขั้นที่ 2: คำนวณ Spread Spread = Price_A - β × Price_B β = hedging ratio (หาจาก regression ระหว่าง A และ B) เป้าหมาย: หา β ที่ทำให้ spread stationary ที่สุด ขั้นที่ 3: ทดสอบ Stationarity ของ Spread รัน ADF Test บน spread p-value < 0.05 = spread stationary = คู่นี้ cointegrated p-value > 0.05 = ไม่ผ่าน อย่าเทรด ขั้นที่ 4: วัด Z-score ของ Spread Z = (Spread - mean_spread) / std_spread Z > 2 = spread ห่างเกิน → ขาย A ซื้อ B (คาด spread แคบลง) Z < -2 = spread ต่ำเกิน → ซื้อ A ขาย B (คาด spread ขยาย)

4. Pairs Trading — เอา Cointegration ไปใช้จริง

Pairs Trading (หรือ Statistical Arbitrage) คือการเทรดสองตัวพร้อมกัน สวนทางกัน — ซื้ออันที่ถูก ขายอันที่แพง โดยวัด "ถูก/แพง" จาก spread ที่ผิดปกติ ไม่ใช่ราคาตัวเดี่ยว

ตัวอย่าง — ทองคำ (XAUUSD) กับ เงิน (XAGUSD)

พื้นฐาน: ทองและเงินขุดจากเหมืองเหมือนกัน · ใช้ในอุตสาหกรรมเหมือนกัน → ราคาน่าจะผูกกันในระยะยาว (cointegrated) Gold/Silver Ratio = ราคาทอง / ราคาเงิน ค่าเฉลี่ยระยะยาว ≈ 60-80x ถ้า ratio = 100x (ทองแพงกว่าปกติเมื่อเทียบเงิน): → ซื้อเงิน + ขาย (short) ทอง → คาดว่า ratio จะกลับมาหาค่าปกติ ถ้า ratio = 40x (เงินแพงกว่าปกติเมื่อเทียบทอง): → ซื้อทอง + ขาย (short) เงิน ทำไมเรียกว่า "market neutral": ถ้าทั้งตลาดลงพร้อมกัน 10% → ทองลง 10% (position short ทองได้กำไร 10%) → เงินลง 10% (position long เงินขาดทุน 10%) → net = 0 · ไม่แพ้ทิศตลาด เล่นแค่ "ส่วนต่าง"
ทำไม Pairs Trading ถึงน่าสนใจสำหรับ quant:
Market Neutral — ไม่ต้องทายทิศตลาด เพราะ hedge กันอยู่แล้ว
มีสถิติรองรับ — ถ้า spread stationary จริง มันต้องกลับมาหาค่าเฉลี่ย (mean reversion)
ควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า — ขาดทุนเกิดจาก spread ขยายต่อ ไม่ใช่ทิศตลาดผิด
Sharpe Ratio สูงกว่า — เพราะตัด market risk ออกไปได้ส่วนหนึ่ง

5. วิธีเลือกคู่ที่ดี — หลักเกณฑ์ที่ quant ใช้จริง

เกณฑ์ดีระวัง
กลไกพื้นฐานมีเหตุผลว่าทำไมต้องผูกกัน (เหมือนกัน / substitute / supply chain)ผูกกันเพราะสถิติอย่างเดียว ไม่มีเหตุผลพื้นฐาน
ADF Test บน Spreadp-value < 0.05 บน in-samplep-value ผ่านแค่ช่วงเดียว ไม่ stable
Half-life ของ Spreadกลับมาหาค่าเฉลี่ยใน 5-30 วัน ← เทรดได้สบายกลับมาในหลักเดือน/ปี ← ถือนานเกิน capital ไม่พอ
Liquidityทั้งคู่ต้อง liquid — เข้าออกได้ทั้งสองคู่นึง liquid แต่อีกคู่ spread กว้าง → cost สูง
ระยะเวลา cointegrationผ่าน out-of-sample ด้วย (ทดสอบต่างช่วงเวลา)ผ่านแค่ช่วง fit → อาจ overfit

ตัวอย่างคู่ที่ใช้กันจริง

Commodity pairs: ทอง vs เงิน (XAUUSD vs XAGUSD) น้ำมัน Brent vs WTI ข้าวสาลี Chicago vs Kansas City Equity pairs (หุ้นกลุ่มเดียวกัน): Coke vs Pepsi Boeing vs Airbus หุ้นธนาคารในประเทศเดียวกัน ETF pairs: SPY vs IVV (ทั้งคู่ track S&P500 — spread ควรแคบมาก) GLD vs IAU (ทั้งคู่ track ทองคำ) Cross-market: US Treasury 2yr vs 10yr (yield spread) ค่าเงิน EURUSD vs GBPUSD

6. LTCM — บทเรียนที่เจ็บที่สุดของ Pairs Trading

Long-Term Capital Management (LTCM) คือ Hedge Fund ที่มีคนเก่งที่สุดในโลกรวมกัน — รวมถึง Myron Scholes และ Robert Merton ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ 1997 (ทั้งคู่เป็น founding partners)

LTCM ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า "convergence trade" — เหมือน pairs trading แต่ซับซ้อนกว่า สมมติว่า "สองอย่างนี้ต้องกลับมาหากัน เพราะในระยะยาวมันผูกกัน" แล้ว leverage ขึ้นไปมาก

ทำไม LTCM ล้มในปี 1998

Timeline: 1994: ก่อตั้ง LTCM · ปีแรกได้ผลตอบแทน 20%+ 1995-1997: ปีละ 40%+ · เงินเข้ามหาศาล · leverage พุ่ง 25-30x ส.ค. 1998: รัสเซียประกาศ default หนี้ → ตลาดทั่วโลกวิ่งไปที่ safe haven พร้อมกัน (flight to quality) → spread ที่ LTCM คาดว่า "ต้องแคบลง" กลับ ขยายขึ้นอีก → leverage 25x ทำให้ขาดทุน 25% = ล้างพอร์ต 100% ก.ย. 1998: Fed จัดประชุมฉุกเฉิน ระดม 14 ธนาคารใหญ่ bail out $3.6 พันล้าน เพราะกลัวว่า LTCM จะถูกบังคับปิด position ขนาดใหญ่จน crash ตลาดทั้งโลก
⚠️ บทเรียนสำคัญจาก LTCM ที่ต้องจำ:

1. Cointegration แตกได้ — โดยเฉพาะตอนวิกฤต
ในภาวะปกติ spread ที่กว้างเกินปกติมักกลับมา แต่ในวิกฤต market stress ทำให้นักลงทุนทั้งโลกขายสินทรัพย์เสี่ยงพร้อมกัน — ทำลาย cointegration ที่เคยอยู่มาหลายปีได้ภายในสัปดาห์

2. Leverage คือดาบสองคม
ถ้า leverage 1x และ spread ขยายแทนที่จะแคบ — ขาดทุน เจ็บ แต่รอดได้ · ถ้า leverage 25x — รอดไม่ได้

3. "ต้องกลับมา" ≠ "กลับมาก่อนที่ margin call จะมา"
LTCM ถูกต้องในระยะยาว — spread กลับมาจริงหลังวิกฤต แต่พวกเขาล้มก่อนที่ spread จะกลับมา · timing และ capital allocation สำคัญกว่าการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง

7. ทำไม LTCM ยังเป็นหลักสูตร ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์

เพราะสิ่งที่ LTCM ทำผิดยังเกิดซ้ำในวงการ hedge fund ทุก 10-15 ปี ในรูปแบบที่ต่างออกไปเล็กน้อย — Amaranth (2006), Bear Stearns (2007), กองทุนหลายแห่งช่วงโควิด (2020)

💡 สรุปบทเรียน LTCM เป็นกฎปฏิบัติ:
1. ทดสอบว่า cointegration stable ข้ามช่วงเวลาต่างๆ ก่อนเทรดจริง (in-sample + out-of-sample)
2. ตั้ง stop loss บน spread — ถ้า spread ขยายเกิน 3-4 SD ออกก่อน อย่ารอ
3. ตั้ง maximum leverage ที่ยังรอดได้ถ้า spread ขยาย 2 เท่าก่อนกลับมา
4. Monitor correlation stability สม่ำเสมอ — ถ้าความสัมพันธ์เปลี่ยน ออกทันที
5. ไม่เพิ่ม position เมื่อขาดทุน (ห้าม "averaging down" ใน pairs trade ที่ spread ขยาย)

8. Statistical Arbitrage vs Pure Pairs Trading

คนมักสับสนสองคำนี้ — จริงๆ เป็น spectrum:

Pairs Trading แบบดั้งเดิมStatistical Arbitrage
จำนวนคู่2 สินทรัพย์หลายสิบถึงหลายร้อยคู่พร้อมกัน
ขนาดกองทุนเล็กถึงกลาง ทำได้ง่ายกว่าใหญ่ — ต้องการ execution รวดเร็ว
ขอบเวลาวัน ถึง สัปดาห์นาที ถึง ชั่วโมง (HFT บางราย)
ใช้ algorithm ไหมอาจทำมือได้บางส่วนต้องอัตโนมัติทั้งหมด
ตัวอย่างกองทุนHedge Fund ขนาดกลางRenaissance, DE Shaw, Two Sigma

9. Cointegration กับเครื่องมือที่หลิวใช้อยู่แล้ว

ถ้าหลิวเทรด Gold อยู่แล้ว cointegration ช่วยได้หลายอย่าง:

Gold-Silver Ratio เป็น sentiment gauge:
• ratio สูงมาก (90+) = ตลาดกลัว risk · นักลงทุนวิ่งเข้าทองมากกว่าเงิน
• ratio ต่ำ (50-) = ตลาดเปิดรับ risk · เงินได้รับความนิยม (industrial + speculative)
→ ดูว่าลมพัดทางไหนก่อนตัดสินใจ

Cross-asset spread เป็น confirmation:
• ถ้าจะ long ทอง แต่เงินไม่ยืนยัน (เงินไม่ขึ้น) = สัญญาณอ่อน
• ถ้าทั้งคู่ breakout พร้อมกัน = สัญญาณแข็งกว่ามาก

Wyckoff + Cointegration:
• เห็น spring ในทอง แต่เงินยังในช่วง distribution = ระวัง
• เห็น spring ในทองพร้อมกับเงินทำ test สวยๆ = โอกาสที่ดีกว่ามาก

10. สรุป — จำแค่ 4 อย่างนี้ไว้ก็พอ

📌 หัวใจของบทนี้:

1. Correlation ≠ Cointegration
Correlation = "เดินไปด้วยกัน" · Cointegration = "ผูกกัน ห่างแล้วกลับมา"
อย่าเทรด pairs บน correlation อย่างเดียว — ต้องผ่าน ADF Test บน spread

2. Cointegration คือ mean reversion บน spread
ถ้า spread กว้างเกินปกติ → คาดว่าจะแคบลง · ถ้าแคบเกิน → คาดว่าจะขยาย
วัดด้วย Z-score · เข้าตอน |Z| > 2 · ออกตอน Z กลับมาใกล้ 0

3. LTCM สอนว่า cointegration แตกได้
Leverage + ไม่มี stop loss = สูตรล้มละลาย ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน
ความสัมพันธ์ที่แข็งแค่ไหนก็แตกได้ในวิกฤต — มีแผนถ้า spread ไม่กลับมา

4. ใช้กับงานที่หลิวทำอยู่ได้ทันที
Gold-Silver Ratio · cross-asset confirmation · Wyckoff + Cointegration = เพิ่มความมั่นใจในสัญญาณ
บทถัดไป → ภาค 7 · Machine Learning สำหรับเทรดเดอร์
บทก่อนหน้า → 6.2 · ARIMA & GARCH
← สารบัญหนังสือ