NORMSTrading Platform
← สารบัญหนังสือ

6.2 — ARIMA & GARCH
โมเดลอนุกรมเวลา

ภาค 6 · Time Series & Modeling · อ่าน ~13 นาที · หัวใจอยู่ที่ GARCH — ทำนายความเหวี่ยงได้ แต่ทายทิศไม่ได้
โมเดลอนุกรมเวลามีสองแบบที่ quant ใช้จริง — ARIMA ทำนายค่าราคา/return และ GARCH ทำนายความผันผวน
แบบแรกฟังดูตื่นเต้นแต่ใช้ทายทิศราคาได้น้อยมาก · แบบที่สองฟังดูเงียบๆ แต่ ใช้บริหารความเสี่ยงได้จริง และมีคนได้รางวัลโนเบลจากมัน

1. ARIMA คืออะไร — เข้าใจแบบไม่ต้องจำสมการ

ชื่อเต็ม ARIMA ย่อมาจาก AutoRegressive Integrated Moving Average — ฟังดูน่ากลัว แต่แปลเป็นภาษาบ้านๆ ได้ว่า "โมเดลที่ทำนายค่าวันนี้โดยดูจากค่าในอดีตของตัวเอง"

ส่วนประกอบทั้งสาม

AR (AutoRegressive) — ดูอดีต
ราคาวันนี้ = ฟังก์ชันของราคาเมื่อวาน + ก่อนหน้า + ก่อนหน้าต่อไป
เหมือน: "เดือนนี้ยอดขายจะใกล้เคียงเดือนก่อนบวกนิดหน่อย"

I (Integrated) — แปลงให้นิ่งก่อน
คือขั้นตอน "เอาผลต่าง" เพื่อทำให้ข้อมูล stationary ก่อนวิเคราะห์
(จากบทที่แล้ว — ราคาต้องแปลงเป็น return ก่อน ขั้น I นี้ทำสิ่งนั้น)

MA (Moving Average) — ดูข้อผิดพลาดในอดีต
ใช้ความผิดพลาดของการทำนายในอดีตมาช่วยทำนายปัจจุบัน
เหมือน: "คราวก่อนเราทำนายต่ำไป 3 หน่วย ครั้งนี้ปรับขึ้น"

เวลาเขียน ARIMA จะมีตัวเลข 3 ตัวกำกับ: ARIMA(p, d, q)

ARIMA(p, d, q): p = จำนวน lag ที่ดูย้อนหลัง (AR) ← ดูอดีตกี่งวด d = จำนวนครั้งที่ต้อง difference ← แปลงกี่รอบถึงนิ่ง q = จำนวน lag ของ error term (MA) ← ดูความผิดพลาดย้อนหลังกี่งวด ตัวอย่างที่ใช้บ่อย: ARIMA(1,1,0) = ดูแค่เมื่อวาน + แปลงครั้งเดียว ← model ง่ายที่สุด ARIMA(1,1,1) = ดูเมื่อวาน + แปลงครั้งเดียว + ดู error เมื่อวาน ARIMA(2,1,2) = ซับซ้อนขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าดีขึ้น

2. ARIMA กับราคาหุ้น — ทำไมมันมักทำนายทิศไม่ได้

นี่คือสิ่งที่หนังสือ quant ส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดตรงๆ: ARIMA ทำนายราคาหุ้นในทิศทางได้แย่มาก ส่วนใหญ่แพ้โมเดลง่ายสุดที่แค่บอกว่า "พรุ่งนี้เหมือนวันนี้"

ทำไม? — เพราะบทที่แล้วบอกไปแล้วว่า autocorrelation ของ return ใกล้ศูนย์ · ถ้า autocorrelation ต่ำ แปลว่าอดีตไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับอนาคตมากนัก · และ ARIMA คือโมเดลที่พึ่งพา autocorrelation เป็นหลัก

⚠️ กับดักที่เจ็บจริง: ARIMA บน training data อาจดูดีมาก (fit สวย) แต่พอเอาไปใช้กับข้อมูลใหม่มักพังทันที — เพราะมัน overfit กับ noise ที่ไม่มีรูปแบบจริงๆ · ใน backtest หรือ paper trading ให้ระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ

มีงานวิจัยนับร้อยชิ้นที่แสดงว่า ARIMA บนราคาหุ้นส่วนใหญ่ไม่ได้ดีกว่า "random walk" (สุ่มเดิน) อย่างมีนัยสำคัญ

แล้ว ARIMA ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ARIMA ไม่ได้ไร้ประโยชน์ — แค่ต้องใช้ให้ถูกที่:

ใช้ได้ดีกับ:
• ข้อมูลที่มี pattern ชัดเจน — ยอดขายสินค้าตามฤดูกาล อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน
• ข้อมูลที่มี autocorrelation สูง — demand ไฟฟ้า ปริมาณผู้โดยสาร
• ทำนายระยะสั้น 1-3 period ข้างหน้า (ไม่ใช่ระยะยาว)

ใช้ไม่ค่อยได้กับ:
• Return ของสินทรัพย์ทางการเงินส่วนใหญ่ — autocorrelation ต่ำเกินไป
• ทายทิศตลาด — มักไม่ได้ดีกว่าเดา
• ข้อมูลที่มี regime change บ่อยๆ — กฎเปลี่ยนตลอด ARIMA ตามไม่ทัน
💡 ประโยคที่ควรจำ: "ARIMA ทำนาย level (ระดับ) · GARCH ทำนาย volatility (ความเหวี่ยง)" · สำหรับตลาดการเงิน GARCH มักมีประโยชน์กว่า ARIMA มาก เพราะ volatility มี autocorrelation จริง แต่ return มีน้อย

3. Volatility Clustering — รากฐานที่ทำให้ GARCH เป็นไปได้

ก่อนอธิบาย GARCH ต้องเข้าใจปรากฏการณ์นี้ก่อน — มันคือเหตุผลที่ GARCH ทำงานได้จริง

ลองนึกถึงทะเล — วันที่ฟ้าเปิดน้ำนิ่ง คลื่นเล็กๆ ตามกันมาเป็นชั่วโมง · วันพายุ คลื่นใหญ่มาเป็นกลุ่มๆ ต่อเนื่องกัน · ตลาดการเงินเหมือนกัน — ความเหวี่ยงมาเป็นพวง (cluster)

ตัวอย่างจริง — S&P 500: วันปกติ: return ±0.3-0.5% · เหวี่ยงน้อย วันวิกฤตโควิด มี.ค. 2020: 2 มี.ค.: -2.8% 4 มี.ค.: +4.2% 5 มี.ค.: -1.7% 9 มี.ค.: -7.6% 10 มี.ค.: +4.9% 11 มี.ค.: -4.9% 12 มี.ค.: -9.5% ← crash ใหญ่ วันที่เหวี่ยง 2-3% ตามด้วยวันเหวี่ยง 2-3% อีก — ไม่ใช่วันเหวี่ยงแล้วกลับปกติทันที นี่คือ Volatility Clustering — ทำนาย "ว่าพรุ่งนี้จะเหวี่ยงหนัก" ได้ แม้ทายทิศไม่ได้

Robert Engle ค้นพบว่าสิ่งนี้วัดได้ทางสถิติ และสร้างโมเดลที่จับ pattern นี้ได้ — เขาได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปี 2003 จากงานนี้

4. GARCH คืออะไร — เน้นแก่นที่ใช้งานได้จริง

ชื่อเต็ม: Generalized AutoRegressive Conditional Heteroskedasticity — ยาวมาก จำแค่ว่า "โมเดลที่ทำนายว่าพรุ่งนี้จะเหวี่ยงแค่ไหน โดยดูจากการเหวี่ยงในอดีต"

หลักคิดของ GARCH ในภาษาบ้านๆ

สมมติหลิวเป็นคนรับประกันรถยนต์:

• ถ้าลูกค้ามีประวัติขับดี ไม่เคยชน — เบี้ยประกันถูก (volatility ต่ำ)
• ถ้าลูกค้าเพิ่งชนมาสองครั้งในเดือนที่แล้ว — เบี้ยแพงขึ้นทันที (volatility สูง)
• และถ้าชนมาหน่าย เบี้ยยิ่งแพง แต่ถ้าขับดีสักพัก เบี้ยค่อยๆ ลดลง

GARCH ทำแบบเดียวกัน — "ถ้าตลาดเพิ่งเหวี่ยงหนัก พรุ่งนี้น่าจะเหวี่ยงหนักต่อ · ถ้าเงียบมาสักพัก น่าจะเงียบต่อ"

GARCH(1,1) — ตัวที่ใช้กันมากที่สุด

GARCH(1,1) บอกว่า: ความเหวี่ยงวันพรุ่งนี้ = ค่าฐาน + (ผลจากเหตุการณ์เมื่อวาน) + (ผลจากความเหวี่ยงเมื่อวาน) เขียนเป็นสมการ: σ²_t = ω + α·ε²_{t-1} + β·σ²_{t-1} แปลเป็นภาษาคน: ω = "ความเหวี่ยงพื้นฐาน" ของตลาดนั้นๆ (ไม่เป็นศูนย์เลยแม้ทุกอย่างเงียบ) α = น้ำหนักของ "เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด" — ถ้าเมื่อวานเหวี่ยงแรง ส่งผลมากน้อยแค่ไหน β = น้ำหนักของ "ความเหวี่ยงสะสม" — ความเหวี่ยงเมื่อวานหนักแค่ไหน ค่าทั่วไปที่พบในหุ้น/forex: α ≈ 0.05–0.15 ← เหตุการณ์ใหม่ส่งผลเร็ว แต่ไม่นาน β ≈ 0.80–0.92 ← ความเหวี่ยงสะสมอยู่นาน ค่อยๆ จางออก α + β < 1 ← ต้องต่ำกว่า 1 ไม่งั้นระบบระเบิด
💡 ความหมายของ α + β: ถ้า α + β ใกล้ 1 มาก (เช่น 0.98) แปลว่าความเหวี่ยงที่เกิดขึ้นจะอยู่นานมาก ค่อยๆ จางช้ามาก — ตลาดที่วิกฤตจริงๆ เช่นช่วงโควิดหรือ 2008 จะมีค่านี้สูง · ถ้า α + β ต่ำกว่า 0.9 มาก ความเหวี่ยงกระจายออกเร็ว ตลาดกลับมาเงียบเร็วกว่า

5. GARCH ใช้ทำอะไรในทางปฏิบัติ

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดของบทนี้ — GARCH ไม่ได้ใช้ทายทิศราคา แต่ใช้ทำสิ่งเหล่านี้:

การใช้งานจริงทำยังไงทำไมถึงได้ผล
Position Sizingคำนวณ size ให้เล็กลงเมื่อ volatility สูง · ใหญ่ขึ้นเมื่อ vol ต่ำความเสี่ยงต่อเทรดคงที่แม้ตลาดจะเหวี่ยงต่างกัน
Risk Management / VaRประมาณ Value-at-Risk โดยใช้ GARCH vol แทน vol คงที่VaR จากค่าคงที่ underestimate ความเสี่ยงช่วงวิกฤต
Options Pricingใส่ vol ที่ GARCH ทำนายเป็น input แทน historical volแสดงว่า vol จะขยับแค่ไหนในอนาคต ไม่ใช่แค่ที่ผ่านมา
ตรวจจับ Regimeดู GARCH vol พุ่งสูงกว่า threshold = เข้าสู่ high-vol regimeเปลี่ยนโหมดการเทรด (reduce size / tighten stop)
คัดกรองเวลาเข้าหลีกเลี่ยงเข้าออเดอร์ช่วง GARCH vol พุ่ง (ต้นทุน spread กว้าง)เทรดได้ดีขึ้นเมื่อ vol อยู่ในระดับ "พอเหมาะ"

ตัวอย่าง Position Sizing จริงๆ

แนวคิด: ปรับ size ตาม vol เป้าหมาย: รับความเสี่ยงต่อเทรด = 1% ของพอร์ต (100,000 USD) → ขาดทุนสูงสุดที่ยอมรับได้ = $1,000 ต่อเทรด วันปกติ (GARCH vol = 1%/วัน): Stop ห่าง 2 × vol = 2% Size = $1,000 / (2% × $100,000) = 0.5 lot วันเหวี่ยง (GARCH vol = 3%/วัน): Stop ห่าง 2 × vol = 6% Size = $1,000 / (6% × $100,000) = 0.167 lot ← ลด size ลงอัตโนมัติ ผลลัพธ์: รับความเสี่ยงเท่าเดิม ($1,000) ไม่ว่าตลาดจะสงบหรือระส่ำ

6. ความแตกต่างระหว่าง ARIMA และ GARCH — จำตารางนี้

ARIMAGARCH
ทำนายอะไรค่า return / ราคา (ทิศทาง)ความผันผวน (ขนาดการเหวี่ยง)
ใช้ได้ดีกับตลาดไหมส่วนใหญ่ไม่ดี (return autocorr ต่ำ)ใช้ได้ดีมาก (vol autocorr สูง)
ใช้งานจริงทำอะไรยากมากในตลาดจริง · ดีกว่าใช้กับข้อมูลอื่นPosition sizing · Risk mgmt · Options · Regime detection
รางวัลโนเบลRobert Engle (2003) — จาก ARCH ซึ่งเป็นต้นแบบ
เมื่อไหร่ใช้ทั้งคู่โมเดลรวม: ARIMA-GARCH — ARIMA ทำนาย mean · GARCH ทำนาย variance รอบ mean นั้น

7. โยงกับ Wyckoff ที่หลิวรู้อยู่แล้ว

บทก่อนหน้าในหนังสือเล่มนี้ (canon-14 ฉบับ Wyckoff-to-Rules) พูดถึง volatility clustering ในฐานะหนึ่งในไม่กี่ปรากฏการณ์ที่ "แข็งจริง" ของตลาด — และ GARCH คือสิ่งที่ quant ใช้จับปรากฏการณ์นั้นให้เป็นตัวเลข

โยงตรงๆ:
• Wyckoff พูดว่า "หลัง Phase B (บีบนาน) Phase C (คลาย) มักรุนแรง" — GARCH วัดสิ่งนั้นว่า "หลัง volatility ต่ำนาน ช่วงถัดไปมักมี vol สูง"
• TTM Squeeze / BandWidth ที่หลิวใช้ดูการบีบ = การวัด volatility ต่ำด้วย indicator ง่ายๆ · GARCH คือวิธีทำเรื่องเดียวกันแต่เป็นระบบมากกว่า
• เวลา GARCH vol พุ่ง = เวลาที่ Wyckoff เรียกว่า "markup/markdown เริ่ม" · ทั้งสองบอกสิ่งเดียวกัน ต่างกันแค่ภาษา
💡 ข้อสรุปที่ quant ทุกคนต้องจำ: ตลาดทางการเงิน "ทำนายความเหวี่ยงได้ แต่ทำนายทิศแทบไม่ได้" · GARCH ช่วยจับความเหวี่ยงนั้น · ส่วน ARIMA ที่ทำนายทิศ — ใช้ระวังมาก อย่าเชื่อง่ายก่อน backtest จริง

8. รูปแบบ GARCH ที่ควรรู้จัก

มีตระกูล GARCH อีกหลายตัวที่ปรับปรุงจากต้นฉบับ ไม่ต้องจำทุกตัว รู้จักไว้พอ:

ชื่อต่างจาก GARCH ปกติยังไงใช้เมื่อ
GARCH(1,1)ต้นฉบับ — ง่ายที่สุดใช้เป็น baseline เสมอ
EGARCHจับผลอสมมาตร — ข่าวลบกระทบ vol มากกว่าข่าวบวกหุ้น (leverage effect — หุ้นตกทำ vol พุ่งมากกว่าขึ้น)
GJR-GARCHคล้าย EGARCH — รับมือ leverage effectใช้แทน EGARCH ได้ง่ายกว่า
GARCH-Mใส่ risk premium — vol สูงขึ้น คาด return สูงขึ้นด้วยงานวิจัยที่ต้องการ risk-return tradeoff
⚠️ อย่าพึ่ง GARCH อย่างเดียว: GARCH ทำนาย vol ได้ดีช่วงปกติ แต่ช่วง black swan (วิกฤตจริงๆ) มันมักประมาณต่ำเกินไป เพราะ vol พุ่งเร็วกว่าที่โมเดลทำนาย · ใน risk management จริงๆ ต้องมี stress test บวกด้วย ไม่ใช่พึ่ง GARCH อย่างเดียว

9. สรุปในหนึ่งประโยค

📌 จำแค่นี้:

ARIMA = โมเดลทำนายค่า return/ราคาจากอดีตตัวเอง · ใช้กับตลาดได้แต่มักแพ้โมเดลง่ายๆ · ระวัง overfit

GARCH = โมเดลทำนายความเหวี่ยงจากความเหวี่ยงในอดีต · ทำนาย "ขนาด" ไม่ใช่ "ทิศ" · ใช้งานได้จริงกับ position sizing และ risk management

กฎเหล็ก: "ทำนาย vol ได้ · ทำนายทิศแทบไม่ได้" — เทรดเดอร์ที่เข้าใจสิ่งนี้บริหารความเสี่ยงได้ดีกว่าคนที่พยายามทายทิศ
บทถัดไป → 6.3 · Cointegration & Pairs Trading
บทก่อนหน้า → 6.1 · Stationarity & Autocorrelation
← สารบัญหนังสือ