NORMSTrading Platform
← สารบัญหนังสือ

4.1 — R & Expectancy
คณิตของการอยู่รอด

ภาค 4 · หน่วยวัดการเทรด · อ่าน ~14 นาที · ตัวเลขสองตัวที่บอกว่าระบบรวยหรือจนก่อนใช้เงินจริง
"ระบบนี้ชนะ 70% เลยนะ — ดีไหม?"
คำตอบของนักเทรดมืออาชีพทุกคนในโลกคือ "ยังไม่รู้" — และบทนี้จะอธิบายว่าทำไม winrate สูงถึงหลอกคนได้ทั้งชีวิต พร้อมกับสอนภาษาที่ถูกต้อง: R และ Expectancy

1. R — หน่วยเดียวที่นักเทรดมืออาชีพใช้

ทุกคนพูดเรื่องกำไร-ขาดทุนเป็น "บาท" หรือ "%" ของพอร์ต — แต่สองตัวนี้มีปัญหา: มันเปรียบข้ามไม้ไม่ได้ ไม้ทองกับไม้ crypto มี notional ต่างกันคนละโลก และ % ของพอร์ตก็ยังบอกไม่ได้ว่าไม้นั้น "คุ้มกับความเสี่ยงที่รับ" ไหม

R แก้ปัญหานี้ได้สะอาดที่สุด:

1R = เงินที่เรายอมเสียในไม้นั้น ถ้าผิดทาง = ระยะจากจุดเข้าถึงจุด stop × lot size × ค่าต่อจุด เข้าทอง $4,200 · stop ที่ $4,150 · lot 1 (= 100 oz) ระยะ stop = $50 · ค่า = 100 oz × $50 = $5,000 = 1R ผลที่เป็นไปได้: ราคาขึ้นไป $4,300 → กำไร $10,000 = +2R ราคาลงโดน stop → เสีย $5,000 = −1R ราคาขึ้น $4,225 แล้วย้าย stop มา breakeven → ปิดที่ 0R

ข้อดีทันทีของ R: เทียบข้ามไม้ได้เป๊ะ "+2R จากทอง" กับ "+2R จาก Bitcoin" คือ "ได้กำไร 2 เท่าของที่เสี่ยงไว้" ทั้งคู่ — ทำให้สถิติระบบมีความหมาย ไม่ใช่แค่บวกลบตัวเลขขนาดต่างกัน

💡 ทำไมมืออาชีพคิดเป็น R เสมอ: มันตัดอารมณ์เรื่องจำนวนเงินออกไป ไม้ +$200 จากพอร์ต $5,000 vs ไม้ +$200 จากพอร์ต $500,000 ให้ความรู้สึกต่างกัน แต่ถ้าทั้งคู่คือ +2R มันคือ "ระบบทำงานถูกต้องสองครั้ง" เท่ากันเป๊ะ · นักเทรดที่คิดเป็น R จะเห็นระบบตัวเองชัดเจนกว่านักเทรดที่คิดเป็นบาท

2. MAE / MFE — X-ray ของทุกไม้ที่ผ่านมา

พอมีแนวคิด R แล้ว ก็ขยายไปดูไม้แต่ละอันให้ลึกขึ้นได้ด้วยสองตัวเลขที่วงการเรียกว่า MAE และ MFE

MAE — Maximum Adverse Excursion (ลึกสุดที่เคยติดลบ)

ในไม้หนึ่งๆ ก่อนที่มันจะจบ ราคาเคย "ไปทางแย่" ลึกสุดเท่าไหร่? นั่นคือ MAE — วัดเป็น R

เข้า long ทอง $4,200 · stop ที่ $4,150 (= 1R = $50)
ระหว่างถือ ราคาลงมาต่ำสุดที่ $4,172 ก่อนวิ่งขึ้น
MAE = $4,200 − $4,172 = $28 = 0.56R

ปิดที่ $4,280 → กำไร $80 = +1.6R

ประโยชน์ของ MAE: ถ้าเก็บ MAE ของไม้ที่ชนะทั้งหมดใน backtest แล้วดูว่ากี่ % ที่ MAE เกิน 0.8R — ถ้าน้อยกว่า 10% แปลว่า stop ที่ 1R ปลอดภัยดีอยู่แล้ว ไม่ต้องขยับออก แต่ถ้า 40% ของไม้ที่ชนะเคย MAE เกิน 0.9R แปลว่า stop 1R แน่นเกินไป ควรใช้ 1.5R แทน

MFE — Maximum Favorable Excursion (สูงสุดที่เคยบวก)

ระหว่างถือไม้ ราคาเคย "ไปทางดี" มากสุดเท่าไหร่? นั่นคือ MFE

ไม้เดิม: เข้า $4,200 ปิด $4,280
ระหว่างถือ ราคาขึ้นสูงสุดที่ $4,320 ก่อนถอย
MFE = $4,320 − $4,200 = $120 = 2.4R
แต่ปิดได้แค่ +1.6R เพราะ take profit ต่ำไป หรือ trailing ช้าไป
⚠️ กับดักซ่อนของ MAE/MFE: พอดูแล้วเห็นว่า "ถ้า stop แคบขึ้น/TP ไกลขึ้น กำไรจะดีกว่านี้" — ห้ามเชื่อโดยไม่ backtest ใหม่ทั้งหมด เพราะ stop ที่ต่างกันสร้าง "ชุดไม้" ที่ต่างกันทั้งหมด MAE/MFE ชุดเดิมเปรียบกับชุดใหม่ไม่ได้เลย · ต้องรัน backtest ใหม่ด้วย stop/TP ที่ปรับแล้วเสมอ ไม่ใช่นั่งคำนวณในหัว

3. Expectancy — ตัวเลขเดียวที่บอกว่าระบบรวยหรือจน

R บอกว่า "ไม้นี้" เป็นยังไง แต่ Expectancy บอกว่า "ระบบทั้งหมด" คุ้มไหม สูตรบ้านๆ:

Expectancy = (ชนะ% × R เฉลี่ยตอนชนะ) − (แพ้% × R เฉลี่ยตอนแพ้) ตัวอย่างระบบ A "สายแม่น": ชนะ 70% ได้ไม้ละ 0.5R · แพ้ 30% เสีย 1R E = (0.70 × 0.5) − (0.30 × 1.0) = 0.35 − 0.30 = +0.05R/ไม้ ตัวอย่างระบบ B "สายเทรนด์": ชนะ 40% ได้ไม้ละ 2.5R · แพ้ 60% เสีย 1R E = (0.40 × 2.5) − (0.60 × 1.0) = 1.00 − 0.60 = +0.40R/ไม้ ตัวอย่างระบบ C "กับดักหลอก": ชนะ 55% ได้ไม้ละ 1.0R · แพ้ 45% เสีย 1.3R E = (0.55 × 1.0) − (0.45 × 1.3) = 0.55 − 0.585 = −0.035R/ไม้
💡 ระบบ C ชนะเกินครึ่ง! แต่ expectancy ติดลบ — เครื่องเผาเงินช้าๆ ทุกไม้ · และระบบ A ชนะถึง 70% แต่ได้กำไรคาดหวังน้อยกว่าระบบ B ถึง 8 เท่า · ตัวเลขเดียวที่ตอบได้ว่าระบบไหน "ดีกว่า" คือ Expectancy ไม่ใช่ Win Rate

4. กับดัก: ทำไม "ชนะ 70%" จึงหลอกได้ตลอดชีวิต

สมองมนุษย์ถูกออกแบบมาให้รักความรู้สึก "ชนะ" — ชนะบ่อย = รู้สึกดี รู้สึกเก่ง รู้สึกว่าระบบ "ดี" · โบรกเกอร์และคนขายคอร์สรู้เรื่องนี้ดี เลยโชว์ winrate สูงๆ แทนที่จะโชว์ expectancy

ตัวอย่างที่โด่งดังสุดในประวัติศาสตร์:
ระบบ EA สาย martingale/grid ทั่วไป: ชนะ 92-98% ของไม้ · ดูน่าทึ่งมาก
แต่ตอนแพ้เสียหนักกว่าตอนชนะ 15-100 เท่า
E = (0.95 × 0.3R) − (0.05 × 20R) = 0.285 − 1.0 = −0.715R/ไม้
→ บัญชีสุดท้ายเหลือ $1.88 จากเริ่ม $50,000

ระบบชนะ 95% แต่ expectancy ติดลบ −0.715R ต่อไม้ · ทุกระบบที่ winrate สูงผิดปกติ (80%+) และกำไรนิ่งเนียน ให้ตั้งคำถามทันทีว่า "วันที่แย่ที่สุดหน้าตาเป็นยังไง" — คำตอบมักคือ "บัญชีแตกวันเดียว" ซึ่งไม่เห็นในตัวเลขเฉลี่ย

5. Sharpe Ratio — ภาษากลางของมืออาชีพ

Expectancy บอกว่า "กำไรต่อไม้" แต่ไม่บอกว่า "กำไรนั้นได้มาด้วยความเหวี่ยงมากแค่ไหน" — Sharpe Ratio แก้จุดนี้

Sharpe = (ผลตอบแทน − ดอกเบี้ยไร้เสี่ยง) ÷ ความผันผวน = (กำไรส่วนเกิน) ÷ (SD ของผลตอบแทนรายปี) ตัวอย่าง: ระบบได้ 20%/ปี · อัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 4% · vol 12%/ปี Sharpe = (20 − 4) ÷ 12 = 1.33

วิธีอ่านค่า Sharpe:

Sharpeความหมายตัวอย่าง
< 0.3noise — แทบแยกจากโชคไม่ได้ระบบส่วนใหญ่ที่ขายกัน
0.5พอใช้ — มีอะไรอยู่บ้างแต่ยังเบาpassive index fund โดยรวม
1.0ดีจริง — ระดับที่น่าเคารพสำหรับระบบเดี่ยวระบบ H4/Daily ที่ผ่าน OOS
2.0+ดีมาก — มักเป็นพอร์ตหลายระบบรวมกองทุน CTA ระดับโลก
3-4+ระดับ Medallion/HFT หรือ... overfittingดู backtest เป็น 99% คือตัวหลัง
⚠️ จุดอ่อน Sharpe ที่ต้องรู้:
1. ลงโทษความเหวี่ยงขาขึ้น — ระบบ trend ที่กำไรมาเป็นก้อนใหญ่ถูกกดคะแนนทั้งที่ไม่มีปัญหา
2. มองไม่เห็นหาง — ระบบ negative skew (ชนะเล็กถี่ แพ้ใหญ่นานๆ ครั้ง) Sharpe สวยมากจนวันระเบิด
3. LTCM ก่อนล้มมี Sharpe ประมาณ 2-4 และมีโนเบล 2 คน
→ ใช้คู่กับ MaxDD · Sortino · Profit Factor เสมอ ไม่ใช่ดู Sharpe อย่างเดียว

6. Profit Factor — เพื่อน Expectancy ที่คำนวณง่ายกว่า

Profit Factor = กำไรรวมทั้งหมด ÷ ขาดทุนรวมทั้งหมด — เลขเดียวที่ไม่ต้องรู้ winrate หรือ R เฉลี่ย แค่รวมของสองกองแล้วหาร

ระบบเทรด 200 ไม้: กำไรรวม (จากไม้ที่ชนะ) = $45,000 ขาดทุนรวม (จากไม้ที่แพ้) = $30,000 Profit Factor = 45,000 ÷ 30,000 = 1.5 สเกลอ่านค่า: PF < 1.0 = ระบบขาดทุนโดยรวม PF 1.2–1.5 = ใช้ได้ถ้าเทรดเยอะพอ PF 1.5–2.5 = ดี — มี edge จริง PF > 3.0 = ต้องตั้งคำถาม overfitting หรือ sample เล็ก
⚠️ PF ต้องอ่านคู่กับจำนวนไม้เสมอ: PF 4.0 จาก 15 ไม้ บอกอะไรไม่ได้เลย แต่ PF 1.4 จาก 800 ไม้ มีความหมายมาก — เหตุผลทางสถิติ: แถบความเชื่อมั่น 95% ของ win rate จากตัวอย่าง 15 ไม้ คือ ±26% แปลว่าไม่รู้อะไรเลย

7. เปรียบระบบ 4 ระบบด้วยตัวเลขจริง

ลองดูระบบ 4 แบบที่ใช้กันจริงในโลก ตัวเลขคำนวณจากข้อมูลจริงในวงการ:

ระบบWin Rateเฉลี่ยชนะเฉลี่ยแพ้ExpectancyPFความเหมาะ
สาย Scalp72%0.6R1R+0.15R1.56ต้นทุนกินหมด ถ้าถี่
Swing ทอง H445%2.2R1R+0.44R1.80ระบบเราเป้าหมายอยู่แถวนี้
Trend Following35%4.0R1R+0.75R2.15ทนแพ้ถี่ได้ไหม? (จิตวิทยา)
Grid/Martingale92%0.4R15R−0.83R0.25ตายแน่ แค่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

จุดที่น่าสังเกต: สาย Scalp ได้ expectancy +0.15R ซึ่งดูดี แต่พอรวมต้นทุน spread/commission (~0.1-0.15R ต่อไม้สำหรับคนเทรดถี่) เหลือเกือบศูนย์หรือติดลบ — ระบบที่ "งามในกระดาษ" ตายในความเป็นจริงด้วยต้นทุน (บทถัดไปคือเรื่องนี้)

8. Drawdown — มิติที่ Expectancy ไม่บอก

Expectancy บวกไม่ได้การันตีว่าเส้นทางนั้น "ทนได้" · พอร์ตอาจต้องลุยหุบเหวลึกก่อนถึงยอดเขา — และมนุษย์ส่วนใหญ่ปิดระบบก่อนถึงยอดเขา

ตารางความเจ็บที่ไม่สมมาตร: ขาดทุน 10% → ต้องกำไร 11% คืนทุน ขาดทุน 20% → ต้องกำไร 25% ขาดทุน 33% → ต้องกำไร 50% ขาดทุน 50% → ต้องกำไร 100% ขาดทุน 80% → ต้องกำไร 400%

นอกจาก "ลึกแค่ไหน" ต้องดู "นานแค่ไหน" (underwater period) ด้วย — กองทุนเทรนด์ระดับโลกเคยอยู่ใต้ยอดเก่านาน 3-5 ปีแล้วฟื้น แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ทนระบบที่ DD นานเกิน 12-18 เดือนไม่ได้ต่อให้รู้ว่าระบบดี

9. ตัวอย่างจริง — Spring System ของเราวัดยังไง

ดึงตัวอย่างจากผลทดสอบของระบบเราเอง (R3 spring) เพื่อให้เห็นว่าใช้ตัวเลขพวกนี้ยังไงในชีวิตจริง:

ระบบ Spring (ทอง XAU/USD H4) backtest 7 ปี (2017-2024): ไม้ทั้งหมด: 312 ไม้ Win Rate: 44.6% ค่าเฉลี่ยไม้ชนะ: +1.98R ค่าเฉลี่ยไม้แพ้: −1.0R Expectancy = (0.446 × 1.98) − (0.554 × 1.0) = 0.883 − 0.554 = +0.329R Profit Factor: 1.59 Sharpe: 0.87 Max DD: −18.4% (เทียบกับ backtest avg เพดานสบาย) MAE เฉลี่ยไม้ชนะ: 0.43R MFE เฉลี่ยไม้ทั้งหมด: 1.71R

การอ่าน: PF 1.59 + Expectancy +0.33R จาก 312 ไม้ = น่าเชื่อถือพอจะทดสอบต่อ · Sharpe 0.87 ดีสำหรับระบบเดี่ยว · MAE เฉลี่ย 0.43R บอกว่า stop 1R ที่ใช้อยู่ห่างพอ ไม่จำเป็นต้องขยาย · แต่ระบบนี้ "ผ่านแค่ 1 จาก 20 configuration ใน Monte Carlo" — แปลว่ายังเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อสรุป

แบบฝึกคิด

โจทย์ 1: ระบบชนะ 60% ได้ 1.5R ตอนชนะ เสีย 1R ตอนแพ้
คำนวณ Expectancy และ Profit Factor
→ E = (0.6×1.5)−(0.4×1.0) = 0.9−0.4 = +0.5R · PF = กำไรรวม/ขาดทุนรวม = (60×1.5)/(40×1.0) = 90/40 = 2.25

โจทย์ 2: ระบบ A: ชนะ 80% ได้ 0.4R เสีย 1R vs ระบบ B: ชนะ 35% ได้ 3R เสีย 1R
ระบบไหนดีกว่า และดีกว่ากี่เท่า?
→ A: E = (0.8×0.4)−(0.2×1) = 0.32−0.20 = +0.12R · B: E = (0.35×3)−(0.65×1) = 1.05−0.65 = +0.40R · B ดีกว่ากว่า 3 เท่าทั้งที่ "แพ้บ่อยกว่า" มาก

โจทย์ 3: ดู backtest ของใครสักคนบน social media: "ชนะ 92% จาก 18 ไม้ กำไรทุกเดือน"
จะถามอะไรก่อนเป็นอย่างแรก?
→ (1) ตอนแพ้เสียกี่ R เฉลี่ย? — ถ้าแพ้ครั้งเดียวเสีย 10R+ = expectancy ติดลบ (2) 18 ไม้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แถบความเชื่อมั่นกว้างมาก (3) ลองมากี่ variation กว่าจะได้ผลนี้?
สรุปทั้งบท: R = หน่วยเทียบไม้ข้ามตลาด · MAE/MFE = X-ray ช่วยปรับ stop/exit ด้วยหลักฐาน · Expectancy = ตัวจริงที่บอกว่ารวยหรือจน (winrate เป็นแค่ส่วนหนึ่ง) · Sharpe = ภาษากลาง แต่มีจุดอ่อน (อ่านคู่ MaxDD เสมอ) · PF = อ่านคู่จำนวนไม้ · ระบบ expectancy บวก + PF ดี แต่ DD เกินทนจิตใจ = ตายได้เหมือนกัน ออกแบบ size ให้อยู่กับ DD ได้ก่อน

บทถัดไป → 4.2 · ต้นทุนแฝง — spread/slippage/swap/commission: ทำไม expectancy +0.1R ถึงอาจหมายความว่า "ขาดทุนจริง" ก็ได้
← สารบัญหนังสือ